วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:30:00 น. มติชนออนไลน์
วันที่ 5 กรกฎาคม 2554
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดย นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.
ได้ประกาศผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ( 3 กรกฎาคม 2554)
โดยการลงคะแนนเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน
มีผู้มาใช้สิทธิ 35,203,107 คน หรือร้อยละ 75.03
บัตรเสียจำนวน 1,726,015 บัตร หรือร้อยละ 4.9
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,052 บัตร หรือร้อยละ 2.72
ส่วนการลงคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,777 คน
มีผู้มาใช้สิทธิ 35,119,885 คน หรือร้อยละ 74.85
บัตรเสีย 2,039,694 บัตรหรือร้อยละ 5.79
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 บัตร หรือร้อยละ 4.03
ทั้งนี้ จังหวัดที่มีผู้มาลงคะแนนสูงสุด 3 อันดับ
1.ลำพูน มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 88.61
2.เชียงใหม่ ร้อยละ 83.13
3.ตรัง คิดเป็นร้อยละ 82.65
มี 11 พรรคการเมืองได้ส.ส.ดังนี้
พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ส.ส.265 คนจากแบ่งเขต 204 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ส.ส. 159 คน จากแบ่งเขต 115 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน
พรรคภูมิใจไทย (ภท.)ได้ส.ส.34 คนจากแบ่งเขต 29 คน บัญชีรายชื่อ 5 คน
พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ส.ส.19 คนจากแบ่งเขต 15 คน บัญชีรายชื่อ 4 คน
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) ได้ส.ส. 7 คนจากแบ่งเขต 5 คน บัญชีรายชื่อ 2 คน
พรรคพลังชล (พช.)ได้ส.ส.7คนจากแบ่งเขต 6 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรครักประเทศไทย (ร.ป.ท.) ได้ส.ส. 4 คนจากบัญชีรายชื่อ 4 คน
พรรคมาตุภูมิ (มภ) ได้ส.ส.2คนจากแบ่งเขต 1 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรคมหาชน (พมช.)ได้ส.ส. 1 คนจากบัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) ได้ส.ส.1คนจากบัญชีรายชื่อ 1 คน
พรรครักษ์สันติ (รส.)ได้ส.ส.1คนจากบัญชีรายชื่อ 1 คน
สำหรับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคที่ได้ส.ส. มีดังนี้
1.พรรคเพื่อไทย (พท.) 15,744,190 คะแนน ได้ส.ส.61 คน
2.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 11,433,762 คะแนน ได้ส.ส.44 คน
3.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1,281,577 คะแนน
4.พรรครักประเทศไทย (ร.ป.ท.) 998,603 คะแนน ได้ส.ส.4 คน
5.พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) 906,656 คะแนน ได้ส.ส. 4 คน
6.พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) 494,894 คะแนน ได้ส.ส. 2 คน
7.พรรครักษ์สันติ (รส.) 284,132 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน
8.พรรคมาตุภูมิ (มภ) 251,702 คะแนน
9.พรรคพลังชล (พช.) 178,110 คะแนน ได้ส.ส.1 คน
10.พรรคมหาชน (พมช.) 133,772 คะแนน 1 คน
11.พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) 125,784 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน
ทั้งนี้คะแนนเฉลี่ย 260,204 คนต่อส.ส. 1 คน โดยมีการคำนวณจำนวนส.ส.ในรอบที่ 2 โดยการปัดเศษส.ส.ให้พรรคละ 1 คนจำนวน 10คนให้แก่ พท. ปชป. ปธม. ร.ป.ท. พช. ชพน. ชทพ. มภ. และ พมช.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลือกตั้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลือกตั้ง แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554
ชาวลาว เข้าคูหาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ
ลาวถือเป็นหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่ในโลก เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติในวันนี้ (30 เม.ย.) แต่ดูเหมือนว่าการเลือกตั้งจะเป็นแค่เพียงการรักษาสถานะดังที่เป็นอยู่เดิม เพราะในภาพความจริงแล้วผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ยังคงเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองที่ปกครองประเทศมานานกว่า 36 ปี

ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายที่แท้จริงได้รับการเลือกตั้งไปแล้วเมื่อเดือน มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อพรรคประชาชนลาวเพื่อการปฏิวัติ ได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 9 โดยเลือกนายจูมมะลี ไซยะสอน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2
การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจะเลือกผู้แทนจำนวน 132 คนจากที่ลงสมัคร 190 คนเข้าไปในสภาแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 17 คน ชาวลาวที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งมีประมาณ 3 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 6 ล้านคน คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งหลังปิดหีบอย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์
ขณะที่ผู้ที่ลงสมัครส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคประชาชนลาวเพื่อการปฏิวัติ ซึ่งปกครองประเทศเพียงพรรคเดียวมานับตั้งแต่ปี 1975 ผลก็คือ ทางเลือกของประชาชนก็พิจารณาแค่เพียงบุคลิกภาพของผู้สมัครมากกว่าแนวคิดหรือ นโยบายทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อนำเอาคนหนุ่มสาวยุคใหม่มาทดแทนคนรุ่นเก่าที่ค่อยๆล้มหายตายจาก

นายจูมมะลี ไซยะสอน
นักการทูตต่างประเทศในกรุงเวียงจันทน์กล่าวว่า สภาแห่งชาติได้พัฒนาขึ้นจากการเป็นสภาตรายางอย่างแท้จริง เข้าสู่การเป็นสถาบันที่มีความเป็นตัวของตัวเองในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของรัฐบาลและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายบางมาตรา แต่นักวิเคราะห์การเมืองลาวมีความเห็นว่า อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ในมือของกรมการเมืองและกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับเลือกในการประชุมใหญ่ของพรรคซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และเต็มไปด้วยพื้นที่ภูเขา ประชาชนราว 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่ยังคงมีฐานะยากจน ขณะที่ผู้นำประเทศถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มักไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก และแทบไม่ต้องเผชิญหน้ากับนักการเมืองฝ่ายค้าน และยังคงควบคุมการนำเสนอข่าวอย่างเข้มงวด
ขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นที่น่าพอใจ โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ลาวได้เปิดตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อหวังดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจของหนึ่งในประเทศที่ ยากจนที่สุดในเอเชีย
นายไซมอน ครีก นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับลาวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต แสดงความเห็นว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนี่เอง ที่ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาชนลาวเพื่อการปฏิวัติยังคงกุมอำนาจ ไว้ได้ แต่ก็มิได้ทำให้ประเทศหยุดอยู่กับที่แต่อย่างใด คนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามาแทนคนรุ่นเก่าในพรรค และเริ่มมีการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจใหม่ๆเพื่อสร้างเสริมเครื่อข่ายการ อุปถัมภ์
เขากล่าวเสริมว่า แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะปราศจากพรรคคู่แข่ง แต่ชาวลาวส่วนใหญ่ก็จะกากบาทอย่างระมัดระวังมากขึ้น แม้ว่าจะพิจารณาแค่เพียงระดับการศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตา มากกว่านโยบายก็ตาม
สภาแห่งชาติชุดใหม่ของลาวจะเปิดประชุมรับรองรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการใน เดือนมิถุนายน คาดว่านายจูมมะลี ไซยะสอน ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนมีนาคม จะได้รับเลือกเป็นประธานประเทศ และนายทองสิง ทำมะวง จะยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเข้ารับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วแทนการลาออกอย่าง กะทันหันของนายบัวสอน บุบผาวัน
ที่มา มติชนออนไลน์
ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายที่แท้จริงได้รับการเลือกตั้งไปแล้วเมื่อเดือน มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อพรรคประชาชนลาวเพื่อการปฏิวัติ ได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 9 โดยเลือกนายจูมมะลี ไซยะสอน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2
การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจะเลือกผู้แทนจำนวน 132 คนจากที่ลงสมัคร 190 คนเข้าไปในสภาแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 17 คน ชาวลาวที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งมีประมาณ 3 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 6 ล้านคน คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งหลังปิดหีบอย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์
ขณะที่ผู้ที่ลงสมัครส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคประชาชนลาวเพื่อการปฏิวัติ ซึ่งปกครองประเทศเพียงพรรคเดียวมานับตั้งแต่ปี 1975 ผลก็คือ ทางเลือกของประชาชนก็พิจารณาแค่เพียงบุคลิกภาพของผู้สมัครมากกว่าแนวคิดหรือ นโยบายทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อนำเอาคนหนุ่มสาวยุคใหม่มาทดแทนคนรุ่นเก่าที่ค่อยๆล้มหายตายจาก
นายจูมมะลี ไซยะสอน
นักการทูตต่างประเทศในกรุงเวียงจันทน์กล่าวว่า สภาแห่งชาติได้พัฒนาขึ้นจากการเป็นสภาตรายางอย่างแท้จริง เข้าสู่การเป็นสถาบันที่มีความเป็นตัวของตัวเองในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของรัฐบาลและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายบางมาตรา แต่นักวิเคราะห์การเมืองลาวมีความเห็นว่า อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ในมือของกรมการเมืองและกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับเลือกในการประชุมใหญ่ของพรรคซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และเต็มไปด้วยพื้นที่ภูเขา ประชาชนราว 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่ยังคงมีฐานะยากจน ขณะที่ผู้นำประเทศถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มักไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก และแทบไม่ต้องเผชิญหน้ากับนักการเมืองฝ่ายค้าน และยังคงควบคุมการนำเสนอข่าวอย่างเข้มงวด
ขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นที่น่าพอใจ โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ลาวได้เปิดตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อหวังดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจของหนึ่งในประเทศที่ ยากจนที่สุดในเอเชีย
นายไซมอน ครีก นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับลาวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต แสดงความเห็นว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนี่เอง ที่ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาชนลาวเพื่อการปฏิวัติยังคงกุมอำนาจ ไว้ได้ แต่ก็มิได้ทำให้ประเทศหยุดอยู่กับที่แต่อย่างใด คนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามาแทนคนรุ่นเก่าในพรรค และเริ่มมีการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจใหม่ๆเพื่อสร้างเสริมเครื่อข่ายการ อุปถัมภ์
เขากล่าวเสริมว่า แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะปราศจากพรรคคู่แข่ง แต่ชาวลาวส่วนใหญ่ก็จะกากบาทอย่างระมัดระวังมากขึ้น แม้ว่าจะพิจารณาแค่เพียงระดับการศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตา มากกว่านโยบายก็ตาม
สภาแห่งชาติชุดใหม่ของลาวจะเปิดประชุมรับรองรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการใน เดือนมิถุนายน คาดว่านายจูมมะลี ไซยะสอน ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนมีนาคม จะได้รับเลือกเป็นประธานประเทศ และนายทองสิง ทำมะวง จะยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเข้ารับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วแทนการลาออกอย่าง กะทันหันของนายบัวสอน บุบผาวัน
ที่มา มติชนออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)